2006/Oct/12

เมืองโบราณ เปรียบดัง บานประตูที่เผยออกให้เห็นถึง มรดกทางศิลปวัฒนธรรม ของสยามประเทศ ซึ่งผู้มาเยือน จะได้เห็นถึง ความสืบเนื่อง ของประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา ความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญาไทย และเข้าใจถึง รากเหง้าแห่งความเป็นไทย รวมทั้ง ความหลากหลายของ ศิลปวัฒนธรรมบนผืนแผ่นดินไทย


ณ ดินแดน เมืองโบราณ ภาพในอดีตของสยามประเทศ จะหวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส และรับรู้

2006/Oct/11

วิตามินเอ

วิตามินเอ คือ สารอาหารที่ละลายได้ในไขมัน และสะสมได้ส่วนใหญ่ที่ตับ หน้าที่สำคัญ คือ การนำไปใช้ในการสร้างเม็ดสีสำหรับการมองเห็นภาพในที่มืด ตาของเราจะต้องการวิตามินเอมาก โดยเฉพาะบริเวณจอรับภาพในตา นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการรักษาเยื่อบุในร่างกาย เช่น เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหารให้คงสภาพปกติ และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรคของร่างกายทำงานได้ดีอีกด้วย

พืชที่มีสารตั้งต้นของวิตามิเอ เบตาแคโรทีน กลุ่มพืชผักผลไม้ สีเหลือง-สีส้ม เช่น แครอต ฟักทอง มะละกอสุก มะม่วงสุก ฯลฯ และผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลักในการบริโภคจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะบริโภคอาหารไขมัน ร่วมไปกับแหล่งอาหารวิตามินเอจากพืชด้วย เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารตั้งต้นของวิตามินเอได้ดีขึ้น และเพื่อให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย

วิตามินเอ เป็นสารอาหารที่ร่างกายคนเราต้องการ เพื่อการมองเห็นและเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะวัยเด็ก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โรคติดเชื้อทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ
หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ทารก และเด็กก่อนวัยเรียน ต้องการอาหารที่มีวิตามินเอสูงกว่าคนปกติ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 3 ปีแรก ร่างกายต้องการวิตามินเอในปริมาณมาก ส่วนทารกที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำนมแม่ เนื่องจากนมที่ใช้ทดแทนไม่เหมาะสม มีวิตามินเอไม่เพียงพอ หรือไม่ก็เจือจางเกินไป ทำให้ทารกขาดวิตามินเอ ทั้งนี้โรคท้องร่วงของทารกที่เกิดจากการเตรียมนมทดแทนไม่สะอาด ไม่ถูกต้องตามสัดส่วน ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดวิตามินเอ

การขาดวิตามินเอจะมีความเสี่ยงต่ออาการทางตา เช่น เยื่อบุตาแห้ง เป็นแผลขุ่นเหลว ท้ายสุดตาบอดได้ โดยเฉพาะวัยเด็กอาจจะเสียชีวิตได้ง่ายเมื่อขาดวิตามินเออย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อสูง ขณะเดียวกันยังก่อให้เกิดปัญหาของการนำธาตุเหล็กไปใช้ด้วย เด็กที่ขาดวิตามินตัวนี้จะทำให้มีการเจริญเติบโตช้าและไม่เจริญอาหาร

การขาดวิตามินเอนั้นคือ ปัญหาทางโภชนาการที่สำคัญของสาธารณสุขโลก เนื่องจาก เป็นสาเหตุให้เด็กนับร้อยคนเสียชีวิตในแต่ละวัน และอีกนับล้านคนทุกข์ทรมานมีสุขภาพไม่แข็งแรง

องค์การอนามัยโลกบอกว่า ปัจจุบันเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี กว่า 3 ล้านคน ที่มีอาการทางตา หรือ Xerophthalma ในระดับต่างๆ กัน และเชื่อว่าอย่างน้อยเด็กอีก 230 ล้านคนบริโภคอาหารที่มีวิตามินเอไม่เพียงพอ ทำให้เสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ การพัฒนาการ และการอยู่รอดของเด็ก คาดว่าการขจัดปัญหานี้จะช่วยชีวิตเด็กได้กว่าล้านคนในแต่ละปี

ประเด็นที่สงสัย คือ การขาดวิตามินเอเป็นปัญหาที่น่าจะป้องกันได้ เพราะอาหารที่มีวิตามินเอสูงหาได้ทั่วไป ทั้งต้นทุนการผลิตก็ไม่สูงนัก

อย่างไรก็ตาม ภาวะการขาดวิตามินเออาจเกิดขึ้นด้วยเหตุที่ว่าไม่ได้บริโภคอาหารที่มีวิตามินเอ เนื่องมาจากอาหารที่มีวิตามินเอมีเฉพาะฤดูกาลหรือราคาสูงเกินกว่าจะซื้อมาบริโภค หรือเด็กไม่ได้รับการฝึกให้รับประทานผักที่มีวิตามินเอกันแน่ อีกกรณีคือ ทารกไม่ได้กินนมแม่ หรือหย่านมแม่ก่อนอายุครบ 4-6 เดือน อาหารที่ไม่ถูกส่วนก็เป็นสาเหตุให้เกิดการขาดวิตามินเอเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริโภคไขมัน โปรตีน ธาตุสังกะสีในปริมาณน้อย ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดูดซึม และการนำวิตามินเอมาใช้ในร่างกาย

การเจ็บป่วยก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน อาการท้องร่วงติดต่อกันหลายวันอาจมีสาเหตุจากการดูดซึมวิตามินเอ และไขมันบกพร่อง

ภาวะขาดโปรตีนและพลังงานอย่างรุนแรงก็มีส่วนทำให้การดูดซึมวิตามินเอบกพร่องได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการท้องร่วงร่วมด้วย เด็กที่หายป่วยจากโรคขาดโปรตีนและพลังงานจะมีความต้องการวิตามินเอสูงขึ้น นำไปสู่ภาวะการขาดวิตามินเอได้ คือ โรคหัด โรคติดเชื้อกับระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง โรคพยาธิ นอกจากนี้วิตามินเอที่ร่างกายสะสมไว้จะลดลง เมื่อมีความเครียด การติดเชื้อ ไฟลวก อากาศร้อน อากาศหนาว ดื่มสุรา หรือกินยาคุมกำเนิด

การให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่คนทุกเพศ ทุกวัย ตลอดจนหญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ซึ่งจำเป็นต่อการดูแลตนเอง ฉะนั้นคุณๆ จึงควรทำความรู้จักกับคุณวิตามินเอเอาไว้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหาวิตามินให้ชีวิตวุ่นวาย


edit @ 2006/10/12 18:30:34

2006/Oct/10

สารเจือปนในอาหาร

แนวคิดสำคัญสารเจือปนในอาหาร คือสารที่ผสมอยู่ในอาหารได้จากการเติมลงไปในขณะปรุงอาหารและได้จากธรรมชาติเป็นสารที่ทำให้เกิดกลิ่น สี รส ใช้ปรุงอาหาร บางชนิดมีคุณค่าบางชนิดทำให้เกิดโทษต่อร่างกายควรเลือกอาหารที่ไม่มีสารเจือปนที่ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา
อาหารที่เรารับประทานในแต่ละมื้อนอกจากจะมีส่วนประกอบของอาหารเป็น หมู เนื้อ ปลา ไก่ และผักต่าง ๆ แล้วผู้ปรุงอาหารยังนิยมสารต่างๆ ลงไปอีกด้วยบางอย่างก็ใส่ลงไปเพื่อให้มีรสชาติดีหรืออร่อยขึ้นบางอย่างใส่ลงไปเพื่อความมุ่งหมายอย่างอื่น เช่น ไม่ให้อาหารบูดหรือเน่าเสียช่วยให้อาหารกรอบ และช่วยให้มองดูน่ารับประทาน เป็นต้น สารต่างๆ ที่ใส่ลงไปในอาหารขณะปรุงอาหารเหล่านี้ถือว่าเป็นสารปรุงแต่งอาหารหรือสารเจือปนในอาหารทั้งสิ้นทำให้มีสี กลิ่นรส ชวนรับประทาน
สี ที่ใช้ปรุงแต่งอาหารได้จากธรรมชาติเช่น สีจากใบเตย กะลามะพร้าว เป็นต้น ซึ่งสีเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายแต่ถ้าเป็นสีสังเคราะห์อาจจะมีอันตราย เพราะบางชนิดอาจจะมีสารพิษผสมอยู่ เช่นสารตะกั่ว
กลิ่น ที่ได้จากการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากพืช สัตว์ เช่นกลิ่นใบเตย กลิ่นแมงดา กลิ่นมะลิ กลิ่นกุหลาบ กลิ่นส้มเป็นต้น
รสชาดอาหาร ได้จากการใส่สารที่ช่วยปรุงแต่งรสอาหาร เช่น ผงชูรสซึ่งไม่มีคุณค่าต่อร่างกายจึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเป็นต้น
สารบางอย่างก็ไม่มีโทษต่อร่างกาย แต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการและบางอย่างก็เป็นอันตรายต่อร่างกาย ถ้ารับประทานมากเกินไปหรือบ่อยครั้งมากเกินไปยกตัวอย่างอาหารเช่น เย็นตาโฟ พบว่า สารเจือปนในอาหารที่พบได้แก่ น้ำปลา เกลือน้ำตาล น้ำส้มสายชู พริก สี แต่ไม่มีสารกันบูด


edit @ 2006/10/11 14:08:45


edit @ 2006/10/12 18:33:21